แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ด้านการจัดการทรัยากรธรรมชาติ แสดงบทความทั้งหมด

โครงการปลูกป่าถาวร

                                                             โครงการปลูกป่าถาวร


โครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ 1 ล้านไร่

        
16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 เป็นอีกวันสำคัญที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของ ปตท. เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปในพิธีน้อมเกล้าฯถวายโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงครองราชย์ปีที่ 50 จำนวน 1 ล้านไร่ ในส่วนของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ณ พื้นที่ป่าชายเลน แปลงปลูกป่า FPT 29 และ 29/3 อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยเสด็จฯ ทอดพระเนตรนิทรรศการและทรงมีพระราชปฏิสันถารอย่างใกล้ชิดกับตัวแทนชุมชนที่เข้าร่วมปลูกป่ากับ ปตท. จากทั่วประเทศเป็นเวลาเกือบ 4 ชั่วโมง ยังความปลาบปลื้มเป็นล้นพ้นแก่คนไทยทั้งประเทศโดยเฉพาะคนปลูกป่า
 
1ล้านกล้าถวายพ่อกับปตท1ล้านกล้าถวายพ่อกับปตท
         ปัจจุบัน ปตท. ยังคงดำเนินการต่อเนื่องจากการปลูกป่า 1 ล้านไร่ โดยแบ่งออกเป็น 2 โครงการหลักๆ คือ โครงการรักษาป่าระยะยาว ดำเนินการโครงการหมู่บ้าน ปตท. พัฒนาและทำกิจกรรมเพื่อความอยู่รอดของป่า 3 กิจกรรม คือ การอบรมยุวชน ปตท. รักษาป่า การอบรมอาสาสมัครป้องกันไฟป่า และการอบรมราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า (รสทป.) นอกจากนั้น ปตท. ยังตระหนักดีถึงการปลูกป่าไปพร้อมกับการปลูกคนเพื่อให้ป่าอยู่รอด สร้างความรักความผูกพันผืนป่ากับชุมชน ควบคู่กับการพัฒนาชีวิต ด้วยการต่อยอดโครงการลูกโลกสีเขียว ศูนย์สิรินาถราชินี และ 84 ตำบล สร้างคนรักษ์ป่า เป็นโครงการต่อเนื่อง เพื่อสร้างสังคมให้เข้มแข็งและยั่งยืน

จากกล้าต้นแรก

1ล้านกล้าถวายพ่อกับปตท
1ล้านกล้าถวายพ่อกับปตท
        จากกล้าต้นแรก ซึ่ง ปตท. ได้รับพระราชทานจาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ องค์ประธานเปิด โครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ ของรัฐบาล ในปี พ.ศ. 2537 กลายเป็นกว่า 200 ล้านต้น ในปี พ.ศ. 2545 รวมพื้นที่ปลูกป่าทั้งหมด 1,033, 148 ไร่ ใน 48 จังหวัดทั่วทุกภาคของประเทศ โดยเป็นป่าบก 945,008 ไร่ ป่าชายเลน 63,554 ไร่ ป่าพรุ 24,286 ไร่ และป่าชายหาด 300 ไร่ ด้วยความร่วมมือร่วมใจของพลังไทยทุกหมู่เหล่า ที่ต่างร่วมกันฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการเพื่อจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ การปลูกป่าถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

โครงการแกล้งดิน

                             โครงการแกล้งดิน

แกล้งดิน เป็นแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เกี่ยวกับการแก้ปัญหาดินเปรี้ยว หรือดินเป็นกรด โดยมีการขังน้ำไว้ในพื้นท ี่จนกระทั่งเกิดปฏิกิริยาเคมีทำให้ดินเปรี้ยวจัด จนถึงที่สุด แล้วจึงระบายน้ำออกและปรับสภาพฟื้นฟูดินด้วยปูนขาว จนกระทั่งดินมีสภาพดีพอที่จะใช้ในการเพาะปลูกได้
หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จฯ เยี่ยมราษฎรในเขตจังหวัดนราธิวาส เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๔ ทรงพบว่า ดินในพื้นที่พรุที่มีการชักน้ำออก เพื่อจะนำที่ดินมาใช้ทำการเกษตรนั้น แปรสภาพเป็นดินเปรี้ยวจัด ทำให้เพาะปลูกไม่ได้ผล จึงมีพระราชดำริให้ส่วนราชการต่าง ๆ พิจารณาหาแนวทางในการปรับปรุงพื้นที่พรุที่มีน้ำแช่ขังตลอดปีให้เกิด ประโยชน์ในทางการเกษตรมากที่สุด และให้คำนึงถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ด้วย การแปรสภาพเป็นดินเปรี้ยวจัด เนื่องจากดินมีลักษณะเป็นเศษอินทรียวัตถุ หรือซากพืชเน่าเปื่อยอยู่ข้างบน และมีระดับความลึก ๑ - ๒ เมตร เป็นดินเลนสีเทาปนน้ำเงิน ซึ่งมีสารประกอบกำมะถัน ที่เรียกว่า สารประกอบไพไรท์ (Pyrite : FeS2) อยู่มาก


ดังนั้น เมื่อดินแห้ง สารไพไรท์จะทำปฏิกิริยากับอากาศ ปลดปล่อยกรดกำมะถันออกมา ทำให้ดินแปรสภาพเป็นดินกรดจัดหรือเปรี้ยวจัด ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงได้ดำเนินการสนองพระราชดำริโครงการ " แกล้งดิน " เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงความเป็นกรดของดิน เริ่มจากวิธีการ " แกล้งดินให้เปรี้ยว " คือทำให้ดินแห้งและเปียกสลับกันไป เพื่อเร่งปฏิกิริยาทางเคมีของดิน ซึ่งจะไปกระตุ้นให้สารไพไรท์ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ ปลดปล่อยกรดกำมะถันออกมา ทำให้ดินเป็นกรดจัดจนถึงขั้น " แกล้งดินให้เปรี้ยวสุดขีด " จนกระทั่งถึงจุดที่พืชไม่สามารถเจริญงอกงามได้ จากนั้นจึงหาวิธีการปรับปรุงดินดังกล่าวให้สามารถปลูกพืชได้ วิธีการแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยวจัดตามแนวพระราชดำริ คือควบคุมระดับน้ำใต้ดิน เพื่อป้องกันการเกิดกรดกำมะถัน จึงต้องควบคุมน้ำใต้ดินให้อยู่เหนือชั้นดินเลนที่มีสารไพไรท์อยู่ เพื่อมิให้สารไพไรท์ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนหรือถูกออกซิไดซ์


จากการทดลอง ทำให้พบว่า วิธีการปรับปรุงดินตามสภาพของดินและความเหมาะสม มีอยู่ ๓ วิธีการด้วยกัน คือ
  • ใช้น้ำชะล้างความเป็นกรด เพราะเมื่อดินหายเปรี้ยว จะมีค่า pH เพิ่มขึ้น หากใช้ปุ๋ยไนโตรเจนและฟอสเฟต ก็จะทำให้พืชให้ผลผลิตได้
  • ใช้ปูนมาร์ลผสมคลุกเคล้ากับหน้าดิน
  • ใช้ทั้งสองวิธีข้างต้นผสมกัน
มูลนิธิชัยพัฒนา



การดำเนินงานของมูลนิธิชัยพัฒนา จะเน้นกิจกรรม เพื่อการพัฒนาที่ไม่ซ้ำซ้อน กับแผนงาน โครงการของรัฐที่มีอยู่แล้วแต่จะพ ยายาม สนับสนุน ส่งเสริม และ ประสานการดำเนินงานเพื่อให้โครงการต่างๆ เกิดความสมบูรณ์และสามารถดำเนินการได้อย่าง รวดเร็วและสอดคล้องกับสถานการณ์โดยเฉพาะ ในกรณีที่โครงการของรัฐ ถูกจำกัดด้วยเงื่อนไข ของกฏระเบียบต่างๆอันเป็นผ ลทำให้โครงการนั้นๆ ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างทันท่วงทีเช่นในกรณีที่อาจต้องจัดซื้อที่ดินจากราษฎรบางส่วน เพื่อดำเนินงานตามโครงการหนึ่งแต่รัฐมีปัญหา ด้านงบประมาณไม่เพียงพอในการจัดซื้อหรือมิได้ตั้งงบประมาณไว้ หรือ ถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขของระเบียบต่างๆทำให้ดำเนินการจัดซื้อไม่ได้ หรือต้องตั้งงบประมาณจัดซื้อ ใน ๑-๒ ปีข้างหน้าซึ่งจะทำให้โครงการล่าช้าไป เป็นต้นในกรณีเช่นนี้มูลนิธิชัยพัฒนา จะได้ช่วยเหลือตามความเหมาะสมเพื่อให้โครงการนั้นๆ ดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด
วิธีการดังตัวอย่างข้างต้นอาจนับได้ว่าเป็นวิวัฒนาการใหม่ ของแนวทางการพัฒนาประเทศที่มีมูลนิธิชัยพัฒนา ในฐานะเป็นนิติบุคคลสาธารณป ระโยชน์ที่จะเข้ามาประสานงานร่วมมือสนับสนุน โครงการพัฒนาของรัฐ อย่างสอดคล้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อให้โครงการที่มีปัญหานั้นๆสา มารถดำเนินงานไปได้ โดยก่อประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน และประเทศชาติ อย่างเต็มที่
วัตถุประสงค์
1.เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการพัฒนาอื่น ๆ
2.เพื่อส่งเสริมการพัฒนาสงเคราะห์และ ช่วยเหลือประชาชนในด้าน เศรษฐกิจ
และสังคมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและให้สามารถช่วย ตัวเองและพึ่งตนเองได้

3.ดำเนินการใดๆอันเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติเป็น ส่วนรวม
4.ร่วมมือกับส่วนราชการและ องค์กรการกุศล อื่นๆ เพื่อสาธารณ ประโยชน์หรือดำเนินการเพื่อเน้นในการสนับสนุนสาธารณประโยชน์
5.ไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเมือง
การบริจาคสมทบมูลนิธิชัยพัฒนา
การบริจาคสมทบมูลนิธิชัยพัฒนา จำนวนเงินที่บริจาคสามารถนำไปลด หย่อนภาษีเงินได้ การบริจาคสมทบมูลนิธิชัยพัฒนา สามารถปฎิบัติได้ ดังนี้
1. บริจาคที่ ฝ่ายการเงิน สำนักบริหารการเงินและทรัพย์สิน สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา โทร.02-282-4425-8 ต่อ 111-113
2. บริจาคเป็นธนาณัติ / ตั๋วแลกเงินไปรษณีย์ สั่งจ่ายมูลนิธิชัยพัฒนา ปณ.จิตรลดา 10303
3. บริจาคเป็นเช็ค ตามรายละเอียด ดังนี้

3.1 บริจาคสมทบมูลนิธิชัยพัฒนา เช็คสั่งจ่ายมูลนิธิชัยพัฒนา
3.2 บริจาคสร้างวัดพระรามเก้า ฯ เช็คสั่งจ่ายสร้างวัดพระรามเก้า ฯ
3.3 บริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติภาคใต้ เช็คสั่งจ่ายกองทุนบูรณะฟื้นฟูภาคใต้

4. บริจาคโดยโอนเงินผ่านธนาคารตามรายละเอียด ดังนี้

4.1 บริจาคสมทบมูลนิธิชัยพัฒนา ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาย่อยจิตรลดา ชื่อบัญชีมูลนิธิชัยพัฒนา เลขที่บัญชี 067-2-00011-9 ประเภทบัญชีออมทรัพย์
4.2 บริจาคสมทบมูลนิธิชัยพัฒนา ธนาคารทหารไทย สาขาสนามเสือป่า ชื่อบัญชีมูลนิธิชัยพัฒนา เลขที่บัญชี 046-2-40277-7 ประเภทบัญชีออมทรัพย์
4.3 บริจาคสร้างวัดพระรามเก้ากาญจนาภิเษก ธนาคารทหารไทย สาขาตรีเพชร ชื่อบัญชีสร้างวัดพระรามเก้าฯ เลขที่บัญชี 092-2-01722-3 ประเภทบัญชีออมทรัพย์
4.4 บริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติภาคใต้ ธนาคารทหารไทย สาขาสนามเสือป่า ชื่อบัญชีกองทุนบูรณะฟื้นฟูภาคใต้ เลขที่บัญชี 046-2-40205-8 ประเภทบัญชีออมทรัพย์

เมื่อผู้บริจาคได้โอนเงินบริจาคเข้าบัญชีดังกล่าวข้างต้นแล้ว ใคร่ขอความกรุณาท่านผู้บริจาค ส่งสำเนาใบโอนเงินฝากธนาคาร พร้อมชื่อที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ มายังสำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนาตามที่อยู่ด้านล่างนี้


สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา พระราชวังดุสิต (สนามเสือป่า) อาคาร 608 ถ.ศรีอยุธยา แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร 10300
เบอร์โทรศัพท์ 02-282-4425-8 ต่อ 111-113 เบอร์แฟ็กซ์ 02-282-3339